WP-01-scaled
WP_M-02

การปรู๊ฟงานพิมพ์

หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญมากในการสั่งทำซองก็คือการปรู๊ฟงานนี่แหละ ที่จะทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้อย่างหมดห่วงเลยว่างานที่พิมพ์เสร็จแล้วออกมาจะตรงตามแบบที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนพื้นฐานสำหรับโรงพิมพ์ทุกที่ “ไทยการซอง และ ย.ยิ่งเจริญ” ก็เช่นกัน เพื่องานพิมพ์ที่มีคุณภาพเราพร้อมบริการปรู๊ฟงานทุกรูปแบบ ถ้าคุณลูกค้าอยากรู้ว่าการปรู๊ฟงานมีรูปแบบไหนบ้าง เราจะพาไปหาคำตอบกันในบทความด้านล่างนี้ แต่ถ้าคุณลูกค้าสนใจการสั่งผลิตไม่ว่าจะเป็น ซองจดหมาย, ซองเอกสาร, บรรจุภัณฑ์กระดาษ, หรืองานพิมพ์อื่นๆ เราสามารถทำได้ทุกรูปแบบติดต่อเราได้เลย ที่นี่

ประเภทของการปรู๊ฟงานพิมพ์

การปรู๊ฟงานพิมพ์จะแบ่งหลักๆ ได้ 2 ประเภทก็คือการปรู๊ฟงานพิมพ์แบบ Digital และการปรู๊ฟงานพิมพ์แบบ Offset ซึ่งจุดประสงค์หลักของการปรู๊ฟทั้ง 2 แบบนี้ก็เพื่อให้ลูกค้าสามารถได้เห็นภาพงานที่ใกล้เคียงกับงานผลิตจริงให้ได้มากที่สุด คุณภาพความใกล้เคียงของงานปรู๊ฟ ก็แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท ลูกค้าสามารถเลือกได้ทุกรูปแบบตามจุดประสงค์ที่ลูกค้าต้องการ

การปรู๊ฟงานแบบ Digital

การปรู๊ฟงานแบบ Digital จะเหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการผลิตงานจริง แต่อาจจะมีความคลาดเคลื่อนเรื่องของสีพิมพ์อาจจะแตกต่างจากงานผลิตจริง 10-20 เปอร์เซ็นต์ และยังสามารถแบ่งแยกย่อยได้อีก 2 รูปแบบ

1. การปรู๊ฟงานแบบออนไลน์

ตรงตามชื่อของมันเลยก็คือการส่งไฟล์ Digital ให้ลูกค้าตรวจเช็คความถูกต้องของ Artwork ตามที่ลูกค้าต้องการว่าถูกต้องหรือไม่ ชึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่คุณจะได้รับไม่ว่าคุณจะต้องการปรู๊ฟงานแบบ Digital หรือแบบ Offset ก็ตาม สิ่งที่ลูกค้าต้องทำในขั้นตอนนี้ก็คือการตรวจสอบความถูกต้องของข้อความ ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่สะกดผิด หรือข้อความที่มีการแก้ไขจากการเปลี่ยนแปลง Artwork ตรวจสอบขนาดและตำแหน่งของข้อความ หรือโลโก้ว่าถูกต้องตามที่ต้องการหรือไม่ โดยที่ทางเราจะส่งเป็นไฟล์รูปพร้อมใส่เส้นวัดระยะให้ลูกค้าตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

“ไฟล์ Digital ไม่สามารถใช้อ้างอิงสีได้” เพราะสีบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอโทรศัพท์จะแสดงผลเป็น RGB ทำให้สีอาจจะแตกต่างจากการพิมพ์จริงที่จะเป็น CMYK อ่านข้อมูลเรื่องโหมดสี RGB และ CMYK ได้ที่นี่ ถ้าลูกค้าตรวจสอบจนแน่ใจแล้วก็สามารถไปขั้นตอนต่อไปได้เลยก็คือการพิมพ์ Mockup ด้วยเครื่องพิมพ์ Digital หรือถ้าลูกค้าต้องการงานเร่งด่วนก็สามารถสั่งผลิตได้เลยทันทีเหมาะสำหรับ งานพิมพ์แบบขาวดำ หรืองานพิมพ์ซองสำเร็จ เป็นต้น

ตัวอย่างรูปภาพจากไฟล์ Digital สำหรับการปรู๊ฟแบบออนไลน์

2. การปรู๊ฟงานด้วย Mockup จากเครื่องพิมพ์ Digital

หลังจากลูกค้าตรวจสอบความถูกต้องด้วยไฟล์ Digital แล้วเราจะทำการพิมพ์ Mockup ด้วยเครื่องพิมพ์ Digital แล้วส่งให้ลูกค้าผ่านระบบส่งไปรษณีย์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าตรวจสอบตำแหน่ง  ความถูกผิดของข้อความอีกครั้งก่อนเริ่มการผลิตจริง ตัว Mockup จะทำให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ว่ารูปแบบซองถูกต้องตามที่ต้องการหรือไม่ โดยขั้นตอนนี้ลูกค้ายังคงสามารถแก้ไขจุดที่ผิดได้อยู่

“Mockup ที่พิมพ์จากเครื่อง Digital สีอาจจะแตกต่างจากงานผลิตจริง 10-20 เปอร์เซ็นต์” เพราะเครื่อง Digital ที่ใช้ทำ Mockup กับเครื่อง Offset ที่ใช้ผลิตจริงมีวิธีการผสมหมึกที่แตกต่างกันหมึกที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ Digital จะไปเคลือบอยู่บนพื้นผิวของตัวกระดาษที่ใช้ทำ Mockup ทำให้สีมีความเงาสดกว่าสีของการผลิตจริงที่ใช้ระบบ Offset ในการพิมพ์ ที่หมึกจะซึมเข้าตัวกระดาษ และสีที่พิมพ์ก็จะแตกต่างกันตามกระดาษที่ใช้พิมพ์ Mockup อีกด้วย ทำให้บางกรณีที่ลูกค้าต้องการกระดาษแบบพิเศษสีของ Mockup อาจจะไม่ตรงตามงานผลิตจริง

ตัวอย่างเครื่องพิมพ์สำหรับทำ Mockup แบบ Digital

การปรู๊ฟงานแบบ Offset

เป็นขั้นตอนการปรู๊ฟงานที่จะมีความเหมือนกับงานผลิตจริงมากที่สุด เพราะการปรู๊ฟงานแบบ Offset ก็คือการผลิตงานจริงให้ลูกค้าได้ตรวจสอบโดยการใช้หมึกจริง กระดาษจริง เพลทจริง และเครื่องิมพ์แบบ Offset แต่ก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่มากกว่าการทำ Mockup จากเครื่องพิมพ์ Digital เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการความแม่นยำของสีให้ตรงกับงานผลิตจริงมากที่สุด ถ้าลูกค้าต้องการปรู๊ฟงานแบบ Offset ก็จะแบ่งได้อีก 2 รูปแบบ

ตัวอย่างเครื่องพิมพ์ระบบ Offset สำหรับใช้ปรู๊ฟงานและผลิตจริง

1. การปรู๊ฟงานจากเครื่องพิมพ์ Offset

วิธีการนี้จะคล้ายกับการทำ Mockup จากเครื่องพิมพ์ Digital ที่จะขึ้นรูป Mockup และส่งให้ลูกค้าตรวจสอบ แต่เปลี่ยนจากการทำ Mockup จากเครื่อง Digital เป็นการลองกระบวนการผลิตจริงด้วยเครื่องพิมพ์ Offset โดยใช้ขั้นตอนวิธีทำเหมือนกับการผลิตจริงทุกอย่างทำให้ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายที่มากกว่าการปรู๊ฟแบบ Digital เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการความแม่นยำของสีให้ตรงกับงานผลิตจริง เพราะการพิมพ์แบบ Offset จะพิมพ์ทีละสีซ้อนทับกัน หมึกจะซึมเข้าตัวกระดาษทำให้สีที่ได้จะจางกว่าการทำ Mockup แบบ Digital ที่สีจะเคลือบอยู่บนหน้ากระดาษแต่แบบ Offset จะได้ผลลัพธ์เหมือนกับงานผลิตจริงมากกว่า

ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องสั่งทำเพลทสำหรับใช้พิมพ์จริงขึ้นมาด้วย ทำให้ใช้เวลามากกว่าแบบ Digital ที่ใช้แค่ไฟล์ Artwork ก็ทำได้แล้ว “เนื่องจากมีการสั่งทำเพลทสำหรับผลิตจริงทำให้เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนนี้แล้ว ลูกค้าจะต้องมั่นใจว่าจะไม่มีการแก้ไข Artwork อีก เพราะถ้าลูกค้าต้องการแก้ไขตัว Artwork ก็จำเป็นต้องมีการสั่งทำเพลทใหม่ทำให้จะมีค่าใช้จ่ายและสีเวลาที่ใช้ในการผลิตมากขึ้น”

ตัวอย่างการพิมพ์แบบ Offset ที่จะพิมพ์ทีละสีซ้อนทับกันจนได้สีที่ต้องการ [cr. ภาพ andrew1055]

2. การปรู๊ฟงานหน้าแท่น

การปรู๊ฟแบบนี้เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้สีพิเศษ (spot color) เพื่อให้งานผลิตจริงสีเหมือนกับในไฟล์ Artwork ให้มากที่สุดเพราะหลักๆ แล้วขั้นตอนนี้ลูกค้าจะต้องเข้ามาดูงานผลิตจริงที่หน้าแท่นพิมพ์ เพื่อตรวจสอบสีให้แน่ใจว่าสีที่ผลิตจริงจะใกล้เคียงกับความต้องการมากที่สุด เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการงานพิมพ์คุณภาพสูง หรืองานที่ต้องมีการผสมสีก่อนผลิตจริง การปรู๊ฟแบบนี้ลูกค้าจะได้เห็นทั้งกระดาษจริงและหมึกจริง ทำให้มั่นใจได้เลยว่า งานผลิตจริง จะมีความแม่นยำใกล้เคียงกับแบบที่ลูกค้าต้องการอย่างแน่นอน

ตัวอย่างการปรู๊ฟสีงานพิมพ์ให้สีตรงตามความต้องการมากที่สุด [cr. ภาพ senivpetro]

ตารางเปรียบเทียบการปรู๊ฟแบบ Offset และ Digital

สรุปการปรู๊ฟแต่ละประเภท

การปรู๊ฟงานแบบ Digital จะรวดเร็วกว่าถูกกว่าเหมาะสำหรับการตรวจสอบภาพรวมของงานผลิตจริง เช่นความถูกต้องของข้อความ, ตำแหน่งการวาง Artwork, รูปแบบซองที่ต้องการ เป็นต้น แต่กระดาษและสีที่ใช้พิมพ์อาจจะแตกต่างจากงานผลิตจริง
การปรู๊ฟงานแบบ Offset การปรู๊ฟแบบนี้จะเท่ากับการทำงานจริง ต้องมีการทำเพลทสำหรับผลิตจริง เพราะฉะนั้นแล้วลูกค้าจะเสียค่าใช้จ่ายเท่ากับการพิมพ์จริง 1 รอบและถ้าลูกค้าต้องการแก้ไขแบบ Artwork ในภายหลัง ก็จำเป็นที่จะต้องทำเพลทใหม่ ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แลกมากับการที่ลูกค้าจะได้งานที่เหมือนกับงานผลิตจริงทุกอย่าง ทั้งกระดาษ หมึกพิมพ์ และรูปแบบซองตามที่ลูกค้าต้องการ

ทำไมสีของการปรู๊ฟ แบบ Digital และแบบ Offset ถึงต่างกัน

เหตุผลหลักที่ทำให้การปรู๊ฟงานแบบ Digital และ Offset นั้นต่างกันเลยก็คือ “สี” มีปัจจัยมากมายที่จะทำให้สีของการพิมพ์นั้นออกมาต่างกันบทความด้านล่างนี้เราจะพาไปดูปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้คุณรู้ว่าการปรู๊ฟงานแบบไหนที่จะเหมาะสำหรับงานพิมพ์ตามแบบที่คุณต้องการ

เทคโนโลยีการพิมพ์

การปรู๊ฟแบบ Digital : เป็นการทำ Mockup ที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ Digital ตามชื่อตรงๆ เลย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเครื่องพิมพ์ Digital จะพิมพ์ด้วยระบบ Laser หรือไม่ก็ระบบ Inkjet ที่จะใช้สีจากโทนเนอร์หรือหมึกเป็นหลัก มีขั้นตอนการผสมสีเพื่อให้ได้สีที่ต้องการต่างจากเครื่องพิมพ์แบบ Offset ทำให้ความอิ่มตัวและเฉดสีจะออกมาแตกต่างกันเล็กน้อย
การปรู๊ฟแบบ Offset : เป็นการพิมพ์ด้วยแท่นพิมพ์ขนาดใหญ่ผ่านตัวเพลท ถ้าลูกค้าต้องการพิมพ์แบบ 4 สี CMYK การพิมพ์ระบบนี้จะเป็นการพิมพ์ลงไปทีละสีเพื่อให้เกิดการซ้อนทับกันจนออกมาเป็นสีที่ต้องการ หรือถ้าลูกค้าต้องการงานพิมพ์ที่ใช้สีพิเศษ ก็จะมีการผสมสีจากภายนอกให้ได้สีที่ต้องการก่อนแล้วค่อยลงมือทำ Mockup สำหรับตรวจเช็คอีกทีว่าสีที่ได้มาพอพิมพ์ลงกระดาษจริง แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ขอบเขตสี

การปรู๊ฟแบบ Digital : การพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ Digital ขอบเขตสีที่สามารถทำได้จะกว้างกว่าเนื่องจากระบบการพิมพ์ที่สีจะเคลือบอยู่บนตัวกระดาษ ถ้าไม่นับเรื่องสีพิเศษที่จะต้องผสมขึ้นมาเพื่อใช้กับเครื่องพิมพ์ระบบ Offset  สีของเครื่องพิมพ์ Digital จะดูหลากหลายและสดใสกว่าทำให้ในบางครั้งสีของ Mockup จะต่างจากงานผลิตจริงประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ถ้าหากงานผลิตจริงพิมพ์ผ่านระบบ Offset
การปรู๊ฟแบบ Offset : การผสมสีโดยระบบการพิมพ์แบบเครื่องพิมพ์ Offset ที่จะพิมพ์ลงตัวกระดาษทีละสีค่อยๆ ซ้อนทับกันจนได้สีที่ต้องการทำให้มีขอบเขตสีจำกัดกว่าการพิมพ์แบบ Digital แต่สำหรับลูกค้าที่ต้องการงานที่มีสีสันสดใสก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้สีพิเศษ (Spot Color) เป็นสีที่ต้องผสมจากภาพนอกเครื่องพิมพ์ก่อนนำไปพิมพ์ลงกระดาษอีกที

หมึกและโทนเนอร์

การปรู๊ฟแบบ Digital : เครื่องพิมพ์ระบบ Digital ส่วนใหญ่จะใช้หมึกพิมพ์แบบละลายน้ำ หรือไม่ก็หมึกแบบผงที่เรียกกันว่า โทนเนอร์ ซึ่งหมึกจำพวกนี้จะมีคุณสมบัติทำให้ เวลาพิมพ์ลงบนกระดาษตัวหมึกจะไปเคลือบอยู่ด้านบนทำให้สีหมึกดูสดใสกว่างานผลิตจริงโดยเฉพาะงานที่ใช้กระดาษพื้นผิวมันวาว
การปรู๊ฟแบบ Offset : เครื่องพิมพ์ระบบ Offset จะใช้หมึกแบบเหลวพิมพ์โดยใช้แผ่นเพลทเป็นตัวกลาง การพิมพ์ด้วยระบบนี้ตัวกระดาษจะค่อยๆ ดูดซึมหมึกเข้าไปทีละสี ทำให้สีพิมพ์อาจจะต่างจากตัว Mockup ที่พิมพ์ในระบบ Digital แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวกระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์อีกที

ประเภทของกระดาษ

การปรู๊ฟแบบ Digital : แม้ว่าจริงๆ แล้วการทำ Mockup ด้วยเครื่องพิมพ์ Digital จะสามารถทำบนกระดาษได้หลายรูปแบบ แต่ก็ไม่ถึงกับไม่จำกัดเช่น กระดาษที่มีความหนามากๆ หรือกระดาษพิเศษที่ต้องนำเข้าเพื่องานนั้นๆ โดยเฉพาะในบางกรณีเราจะใช้กระดาษชนิดอื่นๆ สำหรับทำ Mockup เพื่อให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบรูปแบบ ตำแหน่ง การสะกดคำ ได้รวดเร็วทำให้สีที่พิมพ์บนตัว Mockup จะแตกต่างจากงานผลิตจริงอยู้บ้างเล็กน้อยเพราะใช้กระดาษคนละชนิด
การปรู๊ฟแบบ Offset : การทำปรู๊ฟ Mockup จากเครื่องพิมพ์แบบ Offset นั้นไม่ต่างอะไรจากการผลิตจริงเลย เพราะการทำ Mockup ด้วยวิธีนี้คือการลองผลิตจริง 1 รอบ นั่นเท่ากับว่ากระดาษ หมึก หรือแผ่นเพลทก็ต้องใช้แบบเดียวกับที่ใช้ผลิตจริงทำ ทำให้ตัว Mockup ที่ออกมาจะได้สีที่ตรงกับงานผลิตจริงสุดๆ

การปรับเทียบและการสร้างโปรไฟล์สี

การปรู๊ฟแบบ Digital : เครื่องพิมพ์แบบ Digital ส่วนใหญ่มักจะมีการตั้งโปรไฟล์สีมาโดยอัตโนมัติทำให้การทำ Mockup อาจจะมีการแปรปรวนไม่สม่ำเสมอของสีได้ เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สีของการปรู๊ฟด้วย Mockup แบบ Digital จะแตกต่างกับงานผลิตจริงที่ใช้ระบบ Offset
การปรู๊ฟแบบ Offset : การพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ระบบ Offset จะมีการตั้งโปรไฟล์สีใหม่ทุกครั้งตามงานนั้นๆ โดยเฉพาะ และยังมีพนักงานคอยตรวจสอบและปรับเทียบสีอยู่เสมอในขณะที่พิมพ์เพื่อให้ได้ความสม่ำเสมอและแม่นยำกว่าระบบ Digital ที่จะเป็นการตั้งเองแบบอัตโนมัติ
“ความแตกต่างในด้านเทคโนโลยี หมึก กระดาษ และกระบวนการพิมพ์ นำไปสู่ความแปรปรวนของสีระหว่างการปรู๊ฟ Digital และ Offset แม้ว่าปรู๊ฟ Digital จะมีประโยชน์สำหรับการตรวจสอบเบื้องต้น แต่ปรู๊ฟ Offset จะให้การแสดงผลที่แม่นยำมากกว่าในด้านความถูกต้องของสี”